logowayaccounting
  • 01
ปกเล็กเว็บ

ปกเว็บนายจ้างต้องรู้!ครม
 

นายจ้างต้องรู้! ครม.ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 3 ฉบับ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง บังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568

  

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงาน หรือตาย หรือกรณีที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด

  

เนื้อหาร่างกฎหมายลงเว็บ

  

  

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) และร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ได้แก่

  

1.พ.ร.ฎ.กำหนดระยะเวลา เริ่มดำเนินการ จัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ.... โดยกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

  

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ.... มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยกำหนดอัตราเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง ที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ดังนี้

  

2.1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568  -  30 กันยายน 2573 ลูกจ้างและนายจ้าง ต้องดำเนินการนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ในอัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง

  

2.2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป ลูกจ้างและนายจ้าง ต้องดำเนินการนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ในอัตราร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง

  

3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ.... หากนายจ้างไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างต้องจัดให้มีการส่งของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ในร่างกระทรวงนี้ เช่น

  

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บเงิน และระยะเวลาในการจ่ายเงิน

  

กำหนดให้นายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้าง เพื่อเป็นเงินสะสมและให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราที่นายจ้างและลูกจ้าได้ตกลงกัน โดยต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนด

  

กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่นำเงินสะสมและเงินสมทบกับสถาบันการเงิน เมื่อมีการเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือลูกจ้างเกษียณอายุ หรือตกลงเลิกสัญญา ให้นายจ้างมีหน้าที่คืนเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างด้วย

  

แน่นอนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความไม่แน่นอน อาจส่งผลให้สถานประกอบการหลายแห่ง มีการเลิกจ้างลูกจ้าง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือนร้อน และเป็นหลักประกันในการทำงานให้กับลูกจ้างกรณีต้องออกจากงานหรือตาย จึงต้องมีการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ เพื่อเป็นเงินสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีดังกล่าว กำหนดให้นายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้างเพื่อเป็นเงินสะสม และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราที่นายจ้างและลูกจ้างถูกลงทุนไว้ โดยเมื่อลูกจ้างลาออกหรือเกษียณอายุหรือตกลงเลิกสัญญา ให้นายจ้างมีหน้าที่คืนเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้าง