วางแผนปีใหม่ จดทะเบียนบริษัท ควรเริ่มจดเมื่อไหร่ดี?

จดทะเบียนบริษัท ควรเริ่มจดเมื่อไหร่ดี?
ช่วงปลายปีเป็นเวลาที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มทบทวนภาพรวมของธุรกิจที่ผ่านมา พร้อมวางแผนก้าวต่อไปในปีใหม่อย่างจริงจัง หนึ่งในคำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ ควรจดทะเบียนบริษัทหรือเริ่มจดบริษัทตั้งแต่ช่วงไหนถึงจะเหมาะสม เพราะการตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจัดการรายได้ ภาษี และความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว
การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจดทะเบียนบริษัทช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบ ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร และวางโครงสร้างทางการเงินได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น บทความนี้จะพาคุณมองภาพรวมของปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การเริ่มต้นปีใหม่ของธุรกิจเป็นไปอย่างมั่นใจและมีทิศทางที่ชัดเจน

จดทะเบียนบริษัท ควรจดเมื่อไหร่ดี?
การตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรจดทะเบียนบริษัท ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้ประกอบการ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการบริหารรายได้ ภาษี และการขยายกิจการในอนาคต ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กหรือดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่ต้องพิจารณา จดบริษัท อย่างจริงจัง ซึ่งการทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและสอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจมากที่สุด
1. รายได้เริ่มแตะเพดานภาษีบุคคลธรรมดา
นี่คือเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดครับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบ ขั้นบันได ซึ่งสูงสุดถึง 35% ในขณะที่ภาษีนิติบุคคล (SME) มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า (กำไร 3 แสนแรกยกเว้นภาษี, 3 แสน - 3 ล้าน เสีย 15%) เมื่อคุณมีกำไรสุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย) เกิน 750,000 - 1,000,000 บาทต่อปี การจดบริษัทมักจะช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่า
2. ต้องการความน่าเชื่อถือเพื่อดีลงานใหญ่
หากคุณเริ่มขยายธุรกิจไปรับงานจากบริษัทใหญ่ หน่วยงานราชการ หรือห้างสรรพสินค้า องค์กรเหล่านี้มักต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ และต้องการคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลเพื่อความมั่นใจในระยะยาว
3. ต้องการแยก "ทรัพย์สินส่วนตัว" ออกจาก "ธุรกิจ"
ในฐานะบุคคลธรรมดา หากธุรกิจล้มละลายหรือถูกฟ้องร้อง ทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ (บ้าน, รถ, เงินเก็บ) อาจถูกยึดทั้งหมด แต่ในรูปแบบบริษัท ความรับผิดชอบจะจำกัดอยู่แค่เพียง ทุนจดทะเบียน ที่ลงไว้เท่านั้น
4. มีแผนจะกู้เงินหรือระดมทุน
ธนาคารมักจะปล่อยกู้ให้สถาบันหรือนิติบุคคลได้ง่ายกว่า และมีวงเงินที่สูงกว่าในอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ นอกจากนี้ หากคุณต้องการหาหุ้นส่วน (Investor) มาร่วมลงทุน การมีโครงสร้างบริษัทจะทำให้การแบ่งหุ้นและการตีมูลค่าธุรกิจชัดเจนที่สุด
5. รายได้รวมเริ่มใกล้ 1.8 ล้านบาทต่อปี
ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท หากมีรายได้ (ไม่ใช่กำไร) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้คุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันที เมื่อต้องเข้าสู่ระบบ VAT แล้ว การจดบริษัทควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้การจัดการระบบบัญชีและภาษีซื้อ-ภาษีขายทำได้เป็นระบบมากกว่า
6. เริ่มมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อธุรกิจมีการจ้างงานหรือใช้บริการจากบุคคลและนิติบุคคลอื่น ผู้ประกอบการจะมีหน้าที่ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากร การจดทะเบียนบริษัทช่วยให้การจัดการภาษีประเภทนี้เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายภาษีอากร ลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง

จดทะเบียนบริษัท มีกี่ประเภท?
ก่อนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการจดบริษัทในประเทศไทยสามารถเลือกจดได้กี่ประเภท และแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น ความรับผิดตามกฎหมาย และภาระด้านบัญชีและภาษี การรู้จักประเภทของการจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เลือกโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมกับแผนการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ทะเบียนพาณิชย์ หรือธุรกิจบุคคลธรรมดา
แม้ว่าจะถูกกล่าวถึงในบริบทว่ามี “การจดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์” แต่จริง ๆ แล้วเป็น การจดทะเบียนธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา (Sole Proprietorship) กับ DBD มากกว่า ไม่ใช่นิติบุคคลบริษัทแบบเต็มรูป การจดทะเบียนนี้เหมาะสำหรับ ผู้ประกอบการรายเดียวที่ยังไม่มีแผนขยายใหญ่ เช่น ร้านค้าออนไลน์หรือกิจการเล็ก ๆ โดยเจ้าของจะต้องรับผิดชอบหนี้สินและภาระต่าง ๆ ด้วยตนเองทั้งหมด
2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
เป็นนิติบุคคลธุรกิจที่เกิดจากหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คน โดยมีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ
หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด รับผิดเฉพาะเงินลงทุนของตนเอง
หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด รับผิดตามหนี้สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมด ซึ่งหุ้นส่วนประเภทนี้จะต้องมีอย่างน้อย 1 คนเพื่อให้กฎหมายรับรองสถานะของห้างหุ้นส่วน
รูปแบบนี้เหมาะกับกิจการที่ผู้ร่วมทุนต้องการแบ่งความรับผิด แต่ยังไม่ต้องการโครงสร้างแบบบริษัทเต็มรูป
3. บริษัทจำกัด
นี่คือ รูปแบบการจดทะเบียนบริษัทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย และเป็นที่ใช้งานจริงมากที่สุดโดยผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้:
ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (บางกรณีขั้นต่ำ 3 คนเมื่อเป็นบริษัทไทย)
ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบต่อหนี้สินของบริษัท ไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ตนลงทุนไว้
เป็น นิติบุคคลแยกจากบุคคลผู้ถือหุ้น สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำสัญญา หรือเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในนามบริษัทได้
เหมาะกับธุรกิจ SME สตาร์ทอัป หรือกิจการที่ต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจกับลูกค้าและคู่ค้า
การเลือกใช้โครงสร้างบริษัทจำกัดช่วยให้การบริหารจัดการบัญชีและภาษีเป็นมาตรฐานมากขึ้น เช่น การจัดทำงบการเงิน การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจัดการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อกิจการเข้าข่ายต้องจดทะเบียน VAT ด้วย
4. บริษัทจำกัดมหาชน
ต่างจากบริษัทจำกัดธรรมดา บริษัจำกัดทมหาชนจะต้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนมากขึ้น (ขั้นต่ำประมาณ 15 คน) และอยู่ภายใต้ข้อกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่า เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป หรือมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทประเภทนี้มีโครงสร้างรายงานทางการเงินและข้อปฏิบัติที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น
5. รูปแบบนิติบุคคลอื่น ๆ ในบริบทธุรกิจ
นอกจาก “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” และ “บริษัทจำกัด” ยังมีโครงสร้างอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น
สาขากิจการของบริษัทต่างชาติ — เป็นการจดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจในไทยโดยบริษัทต่างประเทศถือสถานะหลักของกิจการ แม้จะเป็นตัวตนธุรกิจในไทย แต่ต้องมีผู้แทนและอยู่ในกรอบกฎหมายเฉพาะของธุรกิจต่างด้าว
สำนักงานผู้แทน — ใช้สำหรับกิจกรรมสนับสนุน เช่น วิจัยตลาด หรือประสานงานเท่านั้น ไม่สามารถสร้างรายได้โดยตรงและไม่เหมาะสำหรับทำธุรกิจเชิงพาณิชย์

ข้อดี - ข้อเสียของการ จดทะเบียนบริษัท
ก่อนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการควรพิจารณาให้รอบด้านทั้งในมุมของประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับ และข้อจำกัดที่อาจตามมา เพราะการจดบริษัท ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับภาระด้านกฎหมาย บัญชี และภาษีโดยตรง การเข้าใจข้อดีและข้อเสียของการจดทะเบียนบริษัทอย่างชัดเจน จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางโครงสร้างกิจการได้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ แผนการเติบโต และความพร้อมในระยะยาว
ข้อดีของการจดทะเบียนบริษัท
1. สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ
เมื่อธุรกิจจดทะเบียนเป็นบริษัทตามกฎหมายแสดงว่ากิจการมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีข้อมูลระบุชัดเจนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ส่งผลให้ลูกค้า คู่ค้า และสถาบันการเงินมองว่าธุรกิจมีความเป็นมืออาชีพและมั่นคงมากกว่าเมื่อดำเนินการโดยบุคคลธรรมดา
2. เสียภาษีอย่างเหมาะสมและประหยัดกว่าบุคคลธรรมดา
การจดทะเบียนบริษัทช่วยให้การเสียภาษีเหมาะสมขึ้น เพราะภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งโดยทั่วไปไม่สูงเท่ากับอัตราสูงสุดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อยู่ราว 35%
นอกจากนี้ ยังมี นโยบายภาษีสำหรับ SME เช่น
ยกเว้นภาษีกำไรสุทธิในส่วน 300,000 บาทแรก
อัตรา 15% สำหรับกำไร 300,000–3,000,000 บาท
3. หากธุรกิจขาดทุนสามารถสะสมเพื่อนำไปหักภาษีในอนาคต
บริษัทที่จดทะเบียนแล้วไม่ต้องเสียภาษีในปีที่ขาดทุน และสามารถนำขาดทุนสะสมไปหักภาษีในปีถัด ๆ ไปได้ถึง 5 ปี ซึ่งช่วยให้การวางแผนภาษีระยะยาวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นิติบุคคลที่จดทะเบียนมีข้อมูลการทำบัญชีที่ชัดเจนและมีงบการเงินเป็นระบบ จึงง่ายต่อการขอสินเชื่อหรือเข้าถึงแหล่งระดมทุนเพื่อขยายกิจการ และยังมีโอกาสได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นจากสถาบันการเงิน
5. ติดต่อและเจรจาธุรกิจง่ายขึ้น
บริษัทที่จดทะเบียนมีข้อมูลที่ชัดเจนในการทำธุรกรรม เช่น เลขทะเบียนบริษัท ที่ตั้งสำนักงาน และงบการเงิน ทำให้คู่ค้าทางธุรกิจรู้สึกมั่นใจและพร้อมร่วมงานมากขึ้น
6. บริหารงานได้มีระบบเพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องมีบัญชีและงบการเงิน
บริษัทต้องจัดทำบัญชี ถูกตรวจสอบ และยื่นงบการเงินทุกปี ข้อกำหนดเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของเห็นภาพรวมของธุรกิจชัดเจนขึ้น ทั้งรายรับ รายจ่าย กำไร และกระแสเงินสด การมีข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ช่วยให้ตัดสินใจเชิงธุรกิจแม่นยำขึ้น และทำให้องค์กรดูโปร่งใสในสายตาคู่ค้า
7. มีโอกาสเข้าร่วมโครงการภาครัฐและทำสัญญากับองค์กรขนาดใหญ่
หลายโครงการสนับสนุนธุรกิจจำเป็นต้องใช้เอกสารนิติบุคคล เช่น งบการเงิน หนังสือรับรองบริษัท และเอกสารภาษี ทำให้บริษัทสามารถเข้าร่วมได้ ขณะที่ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดามักถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่ต้น การเป็นบริษัทจึงเปิดโอกาสให้เข้าถึงงานใหญ่ๆ ที่มีมูลค่าสูงและมีความต่อเนื่องมากขึ้น
8. ภาพลักษณ์ดูเป็นมืออาชีพ ทำให้ต่อรองงานได้ง่ายขึ้น
ชื่อเสียงและภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่ลูกค้ามองเห็นตั้งแต่แรก ธุรกิจที่จดบริษัทจะถูกมองว่ามีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และมีระบบรองรับงานที่จริงจัง ส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ยอมจ้างในราคาที่สูงขึ้น และยอมเซ็นสัญญาในโปรเจกต์ที่มีมูลค่ามากขึ้น
9. ความต่อเนื่องของกิจการดีกว่า แม้ผู้ก่อตั้งไม่อยู่
เพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินต่อไปได้ แม้ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการคนหนึ่งจะออก เปลี่ยน หรือไม่สามารถทำงานได้แล้ว ทำให้กิจการมีความมั่นคงในระยะยาวและสามารถวางแผนการสืบทอดธุรกิจได้ง่ายกว่าโครงสร้างแบบเจ้าของคนเดียว
10. งบการเงินและรายงานภาษีช่วยสร้างความน่าเชื่อถือด้านการเงินในอนาคต
เอกสารของบริษัท เช่น งบการเงินและรายได้ทางบัญชี สามารถใช้ในการยื่นขอวีซ่า ขอสินเชื่อบ้าน รถ หรือสินเชื่อธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเป็นทางการ เจ้าของหลายคนพบว่าการใช้รายได้ในนามบริษัททำให้การจัดการเอกสารและการยื่นเรื่องต่างๆ ทำได้ง่ายกว่าและน่าเชื่อถือกว่าการใช้เอกสารรายได้ส่วนบุคคลธรรมดาแบบเดิม
ข้อเสียของการจดทะเบียนบริษัท
1. มีภาระการจัดทำบัญชีและรายงานที่เข้มงวด
หลังจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน ตรวจสอบงบการเงินรายปี และยื่นแบบภาษีกับ กรมสรรพากร อย่างถูกต้อง ซึ่งกฎระเบียบและขั้นตอนนี้มีความซับซ้อนกว่าการทำบัญชีบุคคลธรรมดา
2. ต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนต่อเนื่องสูงกว่า
การจดทะเบียนบริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มต้น เช่น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนกับ DBD และอาจต้องใช้บริการนักบัญชีหรือที่ปรึกษาเพื่อจัดระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนดำเนินงานโดยรวมสูงกว่าการดำเนินธุรกิจบุคคลธรรมดา
3. เงื่อนไขทางภาษีและข้อกำกับดูแลหลากหลาย
นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน VAT การหักภาษี ณ ที่จ่าย การนำส่งประกันสังคมพนักงาน และรายงานงบการเงินต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างภาระงานและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
4. เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในบางส่วน
บริษัทที่จดทะเบียนบางรายการ เช่น งบการเงิน การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ต้องถูกเปิดเผยกับ DBD ทำให้ข้อมูลบางส่วนของบริษัทไม่สามารถเก็บเป็นความลับได้เหมือนธุรกิจบุคคลธรรมดา

อยาก จดทะเบียนบริษัท นึกถึง WAY ACCOUNTING
เมื่อการ จดทะเบียนบริษัท คือก้าวสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจอย่างเป็นทางการ การเลือกผู้ให้บริการที่ “เข้าใจธุรกิจจริง” ย่อมช่วยลดความเสี่ยงตั้งแต่วันแรก WAY ACCOUNTING พร้อมดูแลการจดบริษัท แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาโครงสร้างนิติบุคคลที่เหมาะสม การจัดเตรียมเอกสาร การยื่นจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ไปจนถึงการวางระบบภาษีให้ถูกต้องตามหลักของกรมสรรพากร ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนที่ซับซ้อน และสามารถโฟกัสกับการขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่
จุดเด่นของ WAY ACCOUNTING ไม่ได้หยุดเพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทให้ผ่านอย่างถูกต้อง แต่ยังต่อยอดด้วยบริการบัญชีและภาษีที่ออกแบบมาเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว ลูกค้าจะได้รับคำแนะนำเชิงลึกในเรื่องภาษี การวางแผนต้นทุน การจัดทำงบการเงิน และการยื่นแบบต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงด้านภาษี ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินงาน ด้วยทีมงานมืออาชีพที่ติดตามงานอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เราได้ออกแบบแพ็กเกจบริการจดทะเบียนบริษัทพร้อมของแถมสุดคุ้ม ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความอุ่นใจ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการในทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจอย่างแท้จริง
Package Platinum ราคา 8,990 บาท
มาพร้อมของแถมฟรีกว่า 27 รายการ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบริการครบวงจรและวางแผนธุรกิจระยะยาว เงื่อนไขเพียงทำสัญญาบริการบัญชี 12 เดือน รับสิทธิ์แถมฟรี 1 เดือน พร้อมส่วนลด 10% โดยชำระครั้งแรก ค่าจดทะเบียน 8,990 บาท และค่าบริการบัญชีล่วงหน้า 26,892 บาท (ยังไม่รวม VAT) รวมสุทธิ 37,764.44 บาท (รวม VAT แล้ว)
Package Gold ราคา 9,990 บาท
ของแถมฟรีกว่า 26 รายการ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจที่อยากได้บริการบัญชีในราคาสบายกระเป๋า เงื่อนไขทำสัญญาบัญชีพร้อมรับส่วนลด 10% ในช่วง 4 เดือนแรก โดยชำระครั้งแรก ค่าจดทะเบียน 9,990 บาท และค่าบริการบัญชี 8,964 บาท (ยังไม่รวม VAT) รวมสุทธิ 19,581.48 บาท (รวม VAT แล้ว)
Package Silver ราคา 13,900 บาท
ของแถมฟรีกว่า 22 รายการ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทแบบครบจบในครั้งเดียว โดยไม่ผูกพันสัญญาบัญชี ชำระครั้งแรกเพียง 13,900 บาท
แพ็กเกจจดทะเบียนบริษัทจำกัดของWAY ACCOUNTING ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนที่จำเป็น ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานไปจนถึงเอกสารระดับกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้อง จัดการเองให้ยุ่งยาก โดยในแพ็กเกจจะรวมบริการสำคัญดังนี้
ตรวจสอบและจองชื่อบริษัท — ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของชื่อ และจองชื่อสำรองให้ (ช่วยลดโอกาสถูกปฏิเสธชื่อในกระบวนการจด) (รวมในแพ็กเกจ)
จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ (MOA) / แบบคำขอจดทะเบียน — ร่างข้อความใน MOA ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ธุรกิจ รวมถึงจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ชำระหุ้นและแบบฟอร์มที่กรมต้องการ
เตรียมเอกสารผู้ก่อตั้งและกรรมการ — รวบรวมสำเนาบัตรประชาชน/พาสปอร์ต รวมทั้งจัดรูปแบบเอกสารให้พร้อมลงนาม (ในกรณีต่างชาติจะแจ้งเอกสารเพิ่มตามข้อกำหนด)
ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมกรมพัฒนาธุรกิจ — ดำเนินการยื่นเอกสารแทนลูกค้าจนได้รับ “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” (Certificate of Incorporation) และจัดส่งเอกสารให้ลูกค้าเมื่อเสร็จสิ้น
จัดทำหนังสือบริหารภายใน/มติที่ประชุมผู้ก่อตั้ง — ช่วยร่างมติแต่งตั้งกรรมการ กำหนดอำนาจลงนาม และบันทึกการประชุมผู้ก่อตั้ง ที่จำเป็นสำหรับเอกสารบริษัท
คำแนะนำการเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัท (เตรียมเอกสารที่ธนาคารต้องการ) — ให้เช็กลิสต์เอกสารเพื่อให้การเปิดบัญชีสะดวก (บางแพ็กเกจอาจช่วยติดต่อธนาคารให้เป็นกรณีพิเศษ)
บริการเสริม (Option / Add-on) — เช่น จด VAT, ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคม, ทำตรายาง, ทำเอกสารรับรองต่าง ๆ หรือบริการบัญชีล่วงหน้า (แพ็กเกจบัญชี 12 เดือนที่ให้ส่วนลดเป็นตัวอย่างของบริการเสริมที่รวมเสนอขาย).

WAY ACCOUNTING ให้บริการด้านบัญชี และภาษีแบบครบวงจร
เมื่อเข้าใจแล้วว่าการ จดทะเบียนบริษัท ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางโครงสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างถูกต้องและยั่งยืน การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งระบบบัญชี ภาษี และงานทะเบียนอย่างครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณกำลังมองหาทีมที่สามารถดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ WAY ACCOUNTING คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่พร้อมช่วยให้การ จดบริษัท เป็นเรื่องง่าย ถูกต้อง และวางแผนได้อย่างมืออาชีพ
WAY ACCOUNTING เป็นสำนักงานบัญชี ที่ให้บริการจัดทำบัญชี และภาษีแบบครบวงจร จากผลงานที่ผ่านมา เราได้รับการยอมรับ และการไว้วางใจจากลูกค้าจำนวนมาก จนปัจจุบันเรามีลูกค้าที่ใช้บริการมากกว่า 500 บริษัท แต่นอกจากบริการจัดทำบัญชีและภาษี เรายังมีบริการจดทะเบียนบริษัท เพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ให้คำปรึกษา เปิดคอร์สเรียนด้านบัญชีภาษี การขอใบอนุญาตต่างๆ และด้วยการให้บริการที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ตรวจสอบได้ มุ่งเน้นถึงความสำคัญของลูกค้า ทำให้ Way Accounting กลายเป็นสำนักงานบัญชีที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
Call : 0983626426
Line : @wayaccount
Facebook : Way Accounting